[cooking]กากหมูผัดพริกขิงเมื่อความอยากเข้าครอบงำ
posted on 04 Oct 2009 06:22 by siamesemeow in FOOD
ไม่ได้มาฮาวทูอะไร แค่อยากเอาประสบการณ์(บ้าบอ)มาเขียนเท่านั้นเอง
ใครอยากดูรูปอาหาร แต่ไม่อยากอ่าน กดเลื่อนลงไปข้างล่างเลยเจ้า
เป็นเรื่องลำบากของคนอยู่ต่างประเทศ ถ้าวันหนึ่งเกิดนึกอยากกินอะไรที่มัน ดั๊นนนน ไม่มีขายในประเทศนั้นๆที่ตนอยู่ขึ้นมา แล้วยิ่งไปเห็นรูปที่คนนู้นคนนี้เอามาโพสตำตาตำกระเพาะ ความอยากมันจะกลายเป็นความหมกมุ่น ว้าวุ่น กระหายขึ้นมา
คนอื่นเป็นยังไงไม่รู้ รู้แต่เรานั้นเป็นคนที่ชอบกินมากกก เป็นชีวิตจิตใจ(ถึงได้ต้องมาทำกับข้าวเอง ไม่ใช่ว่าชอบทำกับข้าว มีความสุขที่ได้ทำกับข้าว อะไรแบบนั้น แต่เมื่ออยากกินมากๆ แล้วหาซื้อไม่ได้ มันจึงเป็นการบังคับตนเองให้มุ่งมั่นขยันทำรับประทานขึ้นมา) เวลาเกิดอยากกินอะไรขึ้นมามากๆจริงๆจะถึงขั้นหดหู่เก็บไปคิดไปฝันกันเลยทีเดียว เรียกว่าถ้าไม่ได้กิน จะนอนไม่หลับกระสับกระส่ายเอาไปฝันเลย (เป็นเอามาก) จะต้องไปหากินให้ได้
ตอนอยู่เมืองไทย ความรู้สึกหมกมุ่นแบบนี้เป็นอะไรที่ไม่เคยเจอ เพราะอยากกินอะไรก็ไปตลาดหาเอามาดับความอยากได้ทันใด แค่มีเงินติดกระเป๋าไม่ต้องมากต้องมายก็พอ (เป็นคนไม่ชอบไปกินข้าวตามร้านหรูๆเลยจริงๆ ไม่ได้แอนตี้อะไร แต่รู้สึกว่าร้านข้าวพื้นๆตามตลาดตรอกซอกซอย หรือข้างถนนขายราคาถูกๆ 20 30 บาทจะอร่อยกว่าร้านตามห้างเสมอเลย สิ่งเดียวที่ชอบไปกินตามห้างคือบุฟเฟ่ชาบูๆเท่านั้น)
ปกติ พอนึกอยากกินอะไรที่มันไม่มีที่บ้าน เราก็จะตรงไปเขตคนเอเชีย ซื้อของมาทำกิน แต่เมื่ออาทิตย์ก่อนเกิดไปเห็น คนโพสรูป (ขอบคุณเหลือเกิ๊น*ประชด*) กากหมูเข้า แล้วกากหมูเนี่ยเป็นอาหารที่เราชอบกินเป็นชีวิตจิตใจเลย
ไม่ได้กินมาหลายปีมากๆแล้ว เพราะว่าพ้นจากสายตาก็พ้นจากใจ ไม่เห็นก็ไม่ได้นึกอยากอะไร แต่พอไปเห็นเข้า...มันเหมือนโดนหลอกหลอน มีกากหมูมาลอยอยู่ตรงหน้า กรอบๆ มันๆ หอมๆ โอ้ล๊า
แต่ทว่า...
ที่ดินแดนแห่งนี้เอง อะไรๆ มันก็มีขาย แต่ไอ้ของที่มันเลวร้ายแต่สุขภาพ (แต่เราว่าอร่อยเสียเหลือเกิ๊น) เช่นมันหมู เนื้อติดมัน เลือดไก่ หนังหมู เครื่องใน บลาๆอะไรแบบนี้ มันหายากเสียยิ่งกว่าแพนด้าในป่าอเมซอน
จริงๆมันคงมีขายแหละ เขาว่าของกินแบบไทยๆอะไรก็หาได้ที่เขต13 (เขตคนเอเชียอยู่เยอะๆ) แต่เราไม่ได้อยู่แถวนั้น แล้วก็ไม่ค่อยรู้จักคนไทยมากมายนัก (มีแต่คนที่เคยทำงานด้วยกัน)ของอะไรที่หายากๆก็เลยไม่ค่อยจะตกมาถึงท้องเราเท่าไหร่
แต่ทีนี่เกิดอยากกินกากหมูขึ้นมามากๆแล้ว โดยเฉพาะกากหมูผัดพริกขิง สูตรแบบไม่เหมือนที่เขาขายกันทั่วๆไปนะ แต่เป็นแบบที่ยายเราทำให้กิน เป็นผัดพริกกรอบๆเค็มๆ ทำกันง่ายๆไม่มีเครื่องปรุงมากมาย แต่ทุกครั้งที่กินรู้สึกว่ามันสุดยอดมากๆ
ผัดพริกขิงที่เห็นขายตามร้านข้าวแกงมักจะเป็นหมูสามชั้น หรืออะไรก็ตามผัดพริกแกง เปียกๆหน่อย มีรสชาดหวาน พริกแกงก็เยอะมาก แดงแปร๊ด แล้วใส่ถั่วฝักยาว ซึ่งเราไม่ชอบกินเอาซะเลยเพราะไม่ชอบอาหารมีรสหวาน ตอนอยู่เมืองไทยไม่ค่อยจะซื้อกิน แต่ของยายเราจะเป็นแบบอาหารจานด่วนประจำตัวยาย ยายทำแป๊บๆเสร็จ (แต่เวลาเราทำเองจะนานโคด) ใช้ของที่มีอยู่ที่บ้าน แบบคนอยุธยา ใครๆก็ต้องมี พริกแห้ง กระเทียม กะปิ ข่า ติดบ้านอยู่แล้ว แล้วบ้านคนโบราณก็จะต้องเจียวน้ำมันหมูเก็บไว้ กากหมูก็ลอยอยู่ในน้ำมันล่ะ (กินแต่น้ำมันหมูแต่ไม่เห็นมีใครอ้วนเลยสักคนนะ) พอบอกว่าหิวปุ๊บ ก็ผัดพริกนี่แหละ เอาทุกอย่างมาตำรวมๆกันยกเว้นกากหมูแล้วไปคั่วๆน้ำมันจนพริกกรอบหอม ใส่กากหมูเจียวกรอบๆ ผักก็ใส่มั่งไม่ใส่มั่ง ปรุงรสด้วยแค่เกลือกับน้ำตาลเหยาะลงไปนิดๆ เอามาคลุกข้าวกินเป็นหม้อๆเลย
ไม่ได้กินมากี่ปีแล้วไม่รู้........
เกิดอยากขึ้นมาถึงกับกลุ้มนอนเอาทีนก่ายหน้าผากไป2คืน ในที่สุดก็คิดว่าไม่ได้การล่ะ ลงแดงแน่ๆ จะต้องหาอะไรมาดับทุกข์นี้ ตอนเช้าวันเสาร์เลยออกไปเดินท่อมๆในซุปเปอร์สุดหรูแถวบ้าน แน่นอนว่ามันหมูไม่มีขายชัวร์ แต่จำได้ว่ามันมีหนังเป็ดทอดกรอบเป็นชิ้นเล็กๆเอาไว้โรยหน้าสลัดขาย ซึ่งราคาค่อนข้างแพงไม่เคยซื้อกินซะที(บอกแล้วว่าจน ชริ) แต่รสชาดมันพอแทนกันได้เลยตัดใจว่า เอาวะ ไม่ได้อยากบ่อยๆซะหน่อย
แต่ทว่า...
วันนั้นแม่งเสือกไม่มีขาย ร้อยวันพันปีมีขาย วันที่กรูจะแดรกขึ้นมาไม่มีขาย
โมโหหิวกล่องข้าวน้อยมากๆ
แต่ก็คิดว่า เอาวะ หมูสามชั้นก็เอาล่ะ อาจจะเอามาทอดๆพอได้
เดินไปตรงที่ขายหมู
มีทุกส่วนขายครับ...
ยกเว้นสามชั้น..... ไม่มี๊ซะงั้น
จิตสับสนโคดๆ ในหัวจินตนาการว่ายกตะกร้าขึ้นแล้วทุ่มลงกบาลตัวเอง เอาให้ตาย
เดินวนไร้สติอยู่ 3 นาที เหลือบไปเห็นพนักงานเข็นรถออกมา มีถาดหมู เนื้อ บลาๆ เลยเดินไปขนาบข้าง เห็นหมูสามชั้น(หั่นบางเฉียบมาเลย โห่วว) อยู่ 3 ถาด ดีใจ๊ ได้แค่นี้ก็เอาแล้ว เลยไปยืนๆรอ พร้อมส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้คุณพนักงาน แต่คุณเธอหันมามองเราด้วยสายตาหวาดระแวง(หรือขยะแขยงไม่แน่ใจ) เราเลยเดินๆไปทางอื่นก่อน พอเขาวางเสร็จก็ความมา1ถาด มีอยู่4 ชิ้นบางๆ ราคา เกือบ 3 ยูโร
รีบกลับมาบ้าน มันเที่ยงกว่าแล้ว หิวมือไม้สั่น แต่ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต้องกินผัดพริกแบบยายให้ได้ เลยบรรจงหั่นหมูสามชั้นให้มันเป็นชิ้นเล็กๆ เอามาทอดๆเจียวๆจนน้ำมันมันออกหมด แห้งกรอบ สมมุติว่ามันเป็นกากหมูก็พอได้นะ รสชาดไม่แตกต่างมาก มีเนื้อกับหนังกรอบๆด้วย
แล้วก็ตำพริก จริงๆจะใช้พริกแกงก็ได้แต่ไม่เอา มันไม่ใช่ นั่งบากบั่นตำพริกในครกใบจิ๋วเข้าไป แต่โชคดีที่มันไม่ต้องตำละเอียด สูตรของยายคือตำพริกแดงแห้งเม็ดใหญ่ กับ ข่า กระเทียม กระปิ เกลือ (ผิวมะกรูด แต่เราไม่มี เลยใช้ใบมะกรูดแช่แข็งแทน) ให้พอหยาบๆ เราแอบใส่กุ้งแห้งลงไปด้วยมันจะได้เยอะๆเพิ่มความกรอบด้วย แล้วเอาไปคั่วกับน้ำมันไฟอ่อนๆจนพริกกรอบ หอม ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลน้อยๆ ไม่ใส่น้ำปลาเพราะเดี๋ยวมันจะแฉะไม่กรอบ เอากากหมูลงไปคั่วๆกับพริกให้ทั่วๆ ต้องแน่ใจว่าคั่วจนแห้งและกรอบจริงๆ เราเติมถั่วแขกไปด้วยเพราะจะได้กินผักเยอะๆ อร่อยดีชอบบบ
เสร็จแล้วตักใส่จาน
กว่าจะได้กินปาเข้าไปเกือบบ่าย2
หอมมมมม (แต่ที่รักเราจามฉึ๊ยยย ฉึ๊ยยยย บ่นแสบจมูก แต่พอถึงเวลาก็มานั่งกินด้วยเฉยแถมกินเล่นเปล่าๆอีก)
เผ็ดเร้าใจ ปกติเวลายายหรือแม่เราทำจะไม่ค่อยเผ็ดเพราะพริกแห้งเม็ดใหญ่มันจะดีแต่สีแดง แต่จะไม่เผ็ดมาก คนอยุธยากินไม่ค่อยเผ็ด จะทำอะไรเน้นหวานๆกระทิๆ แต่เราเติมพริกขี้หนูแห้งลงไปอีกกำมือใหญ่ เพราะเราชอบกินเผ็ด เอามาคลุกข้าวอร่อยมากๆ (ถ้ามีไข่ดาวด้วยจะยิ่งดี แต่หิวสลบไม่ท่งไม่ทอดแล้ว เอาแค่นี้หละ)ซัดข้าวไปสองจานใหญ่ๆ ฮ่าๆ สะใจ
ก็เป็นเยี่ยงนี้แหละ อยู่เมืองนอกไม่ได้สบายอะไรนะ
ใครอ่านจบทุกตัวอักษรจนถึงบรรทัดนี้ จขบ ขอขอบคุณในความตั้งใจจริงค่ะ
edit @ 4 Oct 2009 17:18:51 by siamesemeow





อัพเดทนี่ไปก่อนแล้วกันนะ
คือเมื่อคืนนี้ เห็นมีกล้วยหอมอยู่2ลูก ไม่มีใครกินจนมันงอมมากแล้วเลยอยากลองทำดู โดยแซคทำตามสูตรที่1 แต่เอามาดัดแปลงเล็กน้อยโดยลดน้ำตาลลงไปเหลือแค่ 100 กรัม และไม่ใส่เกลือแต่ใส่ชีส ขูดฝอยๆลงไปประมาณครึ่งถ้วยตวง เพราะ! อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าใส่ชีสลงไปอบด้วย ฮ่าๆ เป็นการทดลอง ปกติแล้วเป็นไม่ชอบกินเค๊ก ขนมอบ ของหวาน อะไรเลย แต่ชอบทำมากเพราะมันสนุก แอบเติมนู่นนี่ลงไปอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง
หา?* มันมืดมากกก เลยต้องระเบิดแฟลชใส่ (ใช้กล้องโบราณ) อบในถาดฟลอยแบบนี้เก็บเข้าตู้เย็นง่ายดี กินหมดแล้วก็ทิ้งถาดไปเลย


เพราะเขาขายอยู่ ให้ pullip ใส่โชว์ แล้วบอกว่า handmade hoodiesสำหรับ pullip อะไรประมาณนี้ ด้วยความที่ตอนนั้นเราไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตา เดินตามห้างร้านมาสักระยะหนึ่งแล้ว เราก็เลยคิดว่า เออดี จะได้ไม่ต้องเย็บ เพราะเขาขายเป็นคู่ 2 ตัว ก็เลยสั่งซื้อมา





